ความลับในใจ  ::  เรื่องสั้น ๆ ของคาลิล  ยิบราน
 
 

ฉันทำริมฝีปากของฉันให้บริสุทธิ์ด้วยไฟอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อพูดเรื่องความรัก  แต่เมื่อเผยอปาก  ฉันพบว่าตนเองกล่าวคำอันใดได้ไม่

ก่อนที่ฉันจะรู้จักความรัก  ฉันเคยชินต่อการครวญเพลงแห่งความรักมาก่อน  

แต่เมื่อฉันเรียนที่จะรู้  วาจาในปากฉันก็กลับกลายเป็นลมหายใจอันเงียบงัน  และเปลี่ยนให้ภายในอกของฉันเป็นควมสงบนิ่ง (น.๒๐)

 

 

ขอได้โปรดบอกฉันหน่อยเถิดเพื่อนของฉัน  โปรดบอกฉัน  คนใดในหมู่ท่านจะไม่ตื่นจากการหลับไหลของชีวิต

เมื่อวิญญาณของท่านรู้สึกสัมผัสนิ้วขาวของความรัก

คนใดในหมู่ท่านจะไม่ละทิ้งพ่อแม่และถิ่นที่เกิด

เมื่อหญิงในหัวใจของเราเรียกหา

คนใดบ้างที่จะไม่ข้ามทะเลทราย  และไต่ปีนภูเขาและล่อเรือในทะเลทั้งหลาย เพื่อแสวงหาเธอผู้ซึ่งวิญญาณของท่านคร่ำครวญถึง

แท้จริงจะมีหนุ่มสาวคนใดจะไม่ติดตามพันธะอันหนักหน่วงที่สุดของโลกนี้ไป

ถ้าคนใดรอคอยอยู่ที่นั่น  ลมหายใจและน้ำเสียงและสัมผัสของเขาจะได้พบความหวาน  และความแข็งแกร่งนั้นหรือ

คนใดบ้างที่จะไม่เผาวิญญาณของเขาดั่งกำยานเบื้องหน้าพระเจ้าที่พิทักษ์ผลงานของตนและสนองรับคำสวดอ้อนวอนของเขา  

(น.๒๓ - ๒๔) 

 

 

-----------------------------------

คาลิล  ยิบราน. ความลับในหัวใจ. พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สายใจ, ๒๕๒๕.

-----------------------------------

 
 
 
อาจเป็นเพราะนั่นคือคำอธิบายของความรู้สึกของตัวเอง
อาจเป็นเพราะนั่งอ่านบนตู้รถไฟชั้นสาม อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน
ในวันที่ไกลห่าง  ไม่อยากให้ความรู้สึกของฉันมันหมดไป,,

[Tag] How Many Have You Read?

posted on 31 Jan 2011 00:56 by soandso  in Books

เพิ่งโดนแท็กมาเมื่อสองวันก่อนทาง facebook
ความจริงขอเขาเล่นเองล่ะ ;p

 

พอเล่นแล้วถึงเพิ่งสังเกตว่าเป็นชาร์ตของ BBC น่าจะนานแล้วด้วย
และพอเล่นออกมาแล้ว  มีบางเสียงคอมเม้นต์ว่า

"ลิสต์ของ bbc นี่อย่าเอาไรกะมันมาก สังเกตุดีๆมีแต่หนังสือ popๆ "

"ผมเห็นรายชื่อแล้วแบบว่า เป็นหนังสือป๊อปูล่าร์มาก แต่งานคลาสสิกหลายเล่มทางปรัชญาไม่มีเลย 55555"

ความจริงก็เป็นแค่สองเสียงที่วิจารณ์ชาร์ตจากที่ฉันเล่นละนะ

 

ส่วนฉันเป็นผู้น้อย กำลังเรียนรู้ เลยได้แง้มหูรับฟังอาจารย์และนักศึกษาปรัชญาถกกัน
แอบตื่นเต้นใช้ได้  อยากมีสังคมแบบนั้นบ้าง

ฉันปรึกษาอ.ว่าทำยังไงถึงจะเข้าใจหนังสือปรัชญา วรรณกรรมคลาสสิกบ้าง
รู้เรื่องไม่รู้ความ  อ.แนะนำว่า

 

"ค่อยๆอ่านครับ บางทีการตีความนั่นมาทีหลัง ขั้นแรกให้เราจับใจความ ประเด็นที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้ได้ก่อน ทีนี่การพูดคุยกับเพื่อนก็ช่วยได้ ถ้าเราเห็นไม่ตรงกับคนอื่น นั่นก็ช่วยกับคิดพูดคุยออกมา หลังจากนั้นการตีความก็จะตามมาเอง อ่อ อีกอย่าง การตีความบางครั้งก็ต้องอาศัยความรู้ด้านอื่นหรือความสัมพันธ์กับหนังสือหรือความคิดด้านอื่นอีกมาก อย่ารีบครับ อ่านไปเรื่อยๆ ดีแล้ว"

 

ปัญหาอยู่ที่ว่า เพื่อนของฉันไม่อ่านหนังสือแนวนี้กัน
((แต่มีคนนึงนะที่ฉันอยากเข้าไปคุย แต่เขินอิ๊บอ๊าย ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย  ><))

 

-------------------------------------------------------------------------------------

 

 

How Many Have You Read? Have you read more than 6 of these books? The BBC believes most people will have read only 6 of the 100 books listed here.

Instructions: Copy this into your NOTES. Bold those books you've read in their entirety, italicize the ones you started but didn't finish or read an excerpt.


Tag other book nerds. Tag me as well so I can see your responses.

 

(พากษ์ไทยฉบับย่อ สำหรับคนภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง)

 

คุณ อ่านหนังสือเยอะแค่ไหน อ่านมากกว่า 6 เล่มของหนังสือพวกนี้รึเปล่า BBC เชื่อว่าคนส่วนมากจะอ่านแค่หกเล่มในจำนวนหนึ่งร้อยเล่มข้างล่างนี้

 

คำ สั่งนะจ๊ะ : ก็อปปี้ทั้งหมดนี้ลงไปในโน้ตของคุณ ทำตัวหนากับหนังสือที่คุณอ่านจนจบทั้งเล่ม ทำตัวเอียงกับหนังสือที่อ่านแล้วไม่จบหรืออ่านแค่บางส่วน

แล้วก็แท็กพวก book nerds (คำนี้ขอไม่แปลเพราะชอบกว่าคำว่าหนอนหนังสือ) แท็กกลับมาหาเราด้วยจะได้ดูผล

 

 

 

1 Pride and Prejudice - Jane Austen - (เคยดูหนัง)

 

2 The Lord of the Rings - JRR Tolkien - จบ , ดูหนังภาคสามตอนบิลโบกับโฟรโดจะออกทะเล ร้องไห้ด้วย 555

 

3 Jane Eyre - Charlotte Bronte - อ่านเกือบครึ่งเล่ม เป็นต้นตำรับดาวพระศุกร์จริง ๆ -*-  (ชอบค.รักของเจนจิรา จำได้ว่าอินมาก)

 

4 Harry Potter series - JK Rowling - รักหลาย ๆ บ้ามาก บ้ารอน ><

 

5 To Kill a Mockingbird - Harper 

 

6 The Bible

 

7 Wuthering Heights - Emily Bronte

 

8 Nineteen Eighty Four - George Orwell  - (อยู่ในแผนจะอ่าน) 

 

9 His Dark Materials - Philip Pullman

 

10 Great Expectations - Charles Dickens

 

11 Little Women - Louisa M Alcott 

 

12 Tess of the D’Urbervilles - Thomas Hardy 

 

13 Catch 22 - Joseph Heller 

 

14 Complete Works of Shakespeare

 

15 Rebecca - Daphne Du Maurier

 

16 The Hobbit - JRR Tolkien - จบ, ชอบอะไรตั้งแต่เริ่มต้น

 

17 Birdsong - Sebastian Faulk

 

18 Catcher in the Rye - JD Salinger - อ่านฉ.ปราบดาแปล จำได้ว่าชอบมาก แนะนำให้คนคนนึงอ่าน <3

 

19 The Time Traveler’s Wife - Audrey Niffenegger  

 

20 Middlemarch - George Eliot

 

21 Gone With The Wind - Margaret Mitchell

 

22 The Great Gatsby - F Scott Fitzgerald

 

24 War and Peace - Leo Tolstoy - (อยากอ่านมากกกกก เห็นที่หอสมุด เวียนวน แต่ยังไม่กล้ายืม อยู่ในแผน)

 

25 The Hitch Hiker’s Guide to the Galaxy - Douglas Adams

 

27 Crime and Punishment - Fyodor Dostoyevsky 

 

28 Grapes of Wrath - John Steinbeck 

 

29 Alice in Wonderland - Lewis Carroll - (แค่ลองเปิดผ่าน ๆ) 

 

30 The Wind in the Willows - Kenneth Grahame

 

31 Anna Karenina - Leo Tolstoy

 

32 David Copperfield - Charles Dickens

 

33 Chronicles of Narnia - CS Lewis - อ่านประมาณ ๒ เล่ม

 

34 Emma -Jane Austen

 

35 Persuasion - Jane Austen

 

36 The Lion, The Witch and the Wardrobe - CS Lewis - ตู้พิศวง อ่านตอนเป็นเด็ก ๆ ๆ ๆ เลย

 

37 The Kite Runner - Khaled Hosseini

 

38 Captain Corelli’s Mandolin - Louis De Bernieres

 

39 Memoirs of a Geisha - Arthur Golden - จบตอนปี ๒

 

40 Winnie the Pooh - A.A. Milne - (เคยอ่านแต่กวีเกี่ยวกะหมีพูห์ นิดนึง จำไม่ได้แว้ว) 

 

41 Animal Farm - George Orwell - จบด้วยค.รู้สึกงงงง

 

42 The Da Vinci Code - Dan Brown - จบ แต่ไม่ชอบตอนจบ

 

43 One Hundred Years of Solitude - Gabriel Garcia Marquez - ยืมมาอ่านเกือบครึ่งเล่ม งงกะตัวชื่อตัวละคร ตั้งใจจะอ่านใหม่อีกรอบ  คราวนี้ต้องทำ family tree ด้วยมั้ง

 

44 A Prayer for Owen Meaney - John Irving

 

45 The Woman in White - Wilkie Collins

 

46 Anne of Green Gables - LM Montgomery 

 

47 Far From The Madding Crowd - Thomas Hardy 

 

48 The Handmaid’s Tale - Margaret Atwood

 

49 Lord of the Flies - William Golding

 

50 Atonement - Ian McEwan

 

51 Life of Pi - Yann Martel

 

52 Dune - Frank Herbert 

 

53 Cold Comfort Farm - Stella Gibbons

 

54 Sense and Sensibility - Jane Austen  

 

55 A Suitable Boy - Vikram Seth 

 

56 The Shadow of the Wind - Carlos Ruiz Zafon

 

57 A Tale Of Two Cities - Charles Dickens

 

58 Brave New World - Aldous Huxley - อ่านได้ ๒ บทเอง อยากอ่านให้จบอยู่นะ TwT 

 

59 The Curious Incident of the Dog in the Night-time - Mark Haddon 

 

60 Love In The Time Of Cholera - Gabriel Garcia Marquez

 

61 Of Mice and Men - John Steinbeck

 

62 Lolita - Vladimir Nabokov

 

63 The Secret History - Donna Tartt

 

64 The Lovely Bones - Alice Sebold - (เพื่อนแนะนำให้อ่าน เพราะเพื่อนเรียน หุหุ) 

 

65 Count of Monte Cristo - Alexandre Dumas 

 

66 On The Road - Jack Kerouac

 

67 Jude the Obscure - Thomas Hardy

 

68 Bridget Jones’s Diary - Helen Fielding - ตลกดี อ่านแนวนี้คลายเครียด

 

69 Midnight’s Children - Salman Rushdie 

 

70 Moby Dick - Herman Melville

 

71 Oliver Twist - Charles Dickens - (เคยดูหนัง)

 

72 Dracula - Bram Stoker

 

73 The Secret Garden - Frances Hodgson Burnett

 

74 Notes From A Small Island - Bill Bryson

 

75 Ulysses - James Joyce -  (ร่ำลือกันมากกกกกก อยากอ่าน ๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ ๆ  อยู่ในแผน)

 

76 The Inferno - Dante 

 

77 Swallows and Amazons - Arthur Ransome

 

78 Germinal - Emile Zola

 

79 Vanity Fair - William Makepeace Thackeray

 

80 Possession - AS Byatt

 

81 A Christmas Carol - Charles Dickens

 

82 Cloud Atlas - David Mitchell

 

83 The Color Purple - Alice Walker

 

84 The Remains of the Day - Kazuo Ishiguro

 

85 Madame Bovary - Gustave Flaubert - (อยู่ในแผน)

 

86 A Fine Balance - Rohinton Mistry

 

87 Charlotte’s Web - E.B. White - อ่านตั้งแต่เด็ก ลืมไปแล้วแหะ ไม่ได้ดูหนัง

 

 88 The Five People You Meet In Heaven - Mitch Albom

 

89 Adventures of Sherlock Holmes - Sir Arthur Conan Doyle - อ่านตอนเด็กนิดนึง

 

90 The Faraway Tree Collection - Enid Blyton

 

91 Heart of Darkness - Joseph Conrad

 

92 The Little Prince - Antoine De Saint-Exupery - อ่านนานแล้ว จำไม่ได้ว่าฉบับใครแปล ชอบอะไรบางอย่างจากคำ

 

93 The Wasp Factory - Iain Banks 

 

94 Watership Down - Richard Adams

 

95 A Confederacy of Dunces - John Kennedy Toole

 

96 A Town Like Alice - Nevil Shute

 

97 The Three Musketeers - Alexandre Dumas 

 

98 Hamlet - William Shakespeare  

 

99 Charlie and the Chocolate Factory - Roald Dahl - (ดูหนัง) 

 

100 Les Miserables - Victor Hugo

 

 

 

 

 

--

 

ปล,,  11 เล่มอืม,, น้อยจังมีรายชื่อหนังสือเยอะมากที่ตั้งใจจะอ่าน  ตอนนี้ก็เริ่มทีละเล่ม ทีละเล่มออกนอกทางบ่อย ๆ เพราะอ่านหนังสือแต่ละครั้ง ตามอารมณ์และสถานการณ์[[ บางเรื่องที่อ่านไปแล้ว จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ก็มี  บางเรื่องก็ตีความไม่ได้ โอ้วววว!!! ]]

 

*หนังสือที่อ่านเป็นฉบับภาษาไทย อยากอ่านภาษาอังกฤษ แต่ยังไม่สามารถพอ.. .

 

-------------------------------------------------------------------------------------

 

พอมานึกดูดีดี หนังสือที่น่าจะมีก็ไม่มีจริง ๆ ด้วย
อย่างเรื่องโลกของโซฟีก็ไม่มี
((ยืมมาอ่านจากห้องสมุด แต่ด้วยจำนวนหน้า เวลาว่างไม่พอให้อ่านจบรวดเดียว เลยอ่านได้แค่ 1/8
รุ่นพี่นศ.คนเดิมบอกว่า ตอนแรก ๆ อ่านแล้วน่าเบื่อแต่ตอนหลัง ๆ จะสนุกมาก ๆ - อยากอ่านอีกแว้วววว))

 

-------------------------------------------------------------------------------------

 

ปล,,เออเนอะ  เอนทรีนี้นี่แปลก ๆ
วันนี้สอบด้วยสิ
เวลาน้อย เลยดูเหมือนลวก ๆ 

แต่ถ้ารอเวลานานกว่านี้คงไม่ได้เขียนแน่เลย

ปล2,,อยากเขียนถึงค.รู้สึกตัวเองจัง

แต่ยังไม่ว่างเลย

 

หนังสือ :: สวนดอกไม้

posted on 18 Oct 2010 02:45 by soandso  in Books
"ก็กูบอกมึงแล้วไงว่าของดีๆ แบบนี้ต้องไปดูตามกระบะลดราคา"
เป็นคำพูดของรุ่นพี่ ๒ คนที่คุยกันเรื่องหนังสือใน facebook  พี่คนที่ ๑ ขอยืมหนังสือพี่คนที่ ๒  เพราะไปหาหนังสือที่ร้านหนังสือแฟรนไชส์ใหญ่ยักษ์ไม่ได้  พี่คนที่  ๒ เลยตอบกลับดังข้อความด้านบน
ฉันเลยกด like ไปตามระเบียบ  Embarassed 
 
 
"สวนดอกไม้"  เป็นอีกหนังสือเล่มที่ฉันซื้อมาจากกระบะลดราคา  ซื้อมาในราคาลด ๕๐ %
เมื่อต้นปี ((๑๗ ม.ค. ๕๓))  
เมื่ออ่านจบก็คำพูดของรุ่นพี่ก็ลอยตามลมมาเลย
((ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สามารถนิยามคำว่า "ของดี ๆ" ได้สมบูรณ์ก็เถอะ)) 
 
 
 
สวนดอกไม้
เขียน  ::  รพินทรนาถ  ฐากูร
แปล    ::  วัฒนา  วัฒนพงศ์
พิมพ์ครั้งแรก  ::  มีนาคม  ๒๕๓๐  สนพ.กอไผ่
พิมพ์ครั้งที่สอง  ::  มิถุนายน  ๒๕๓๙  สนพ.เคล็ดไทย
ราคา  ::  ๖๐  บาท 
 
 
เพราะชื่อนักเขียนโดยแท้
เพราะไม่เคยอ่านผลงานและทำความรู้จักบุคคลที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างจริงจัง
ฉันจึงเลือกหยิบและตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มบางที่มีคำโปรยบนปกว่า
"นวนิยายของนักเขียนรางวัลโนเบลคนแรกของเอเชีย"

 
 
 
ถึงแม้จะมีจำนวนหน้าเพียงแค่  ๑๐๖  หน้า
แต่ฉันก็ยังไม่ได้เปิดหน้าแรกอ่าน
จนมาถึงเมื่อวานนี้  ที่ฉันเลือกหยิบใส่กระเป๋าก่อนออกเดินทาง
และได้อ่าน "สวนดอกไม้" จนจบเล่ม
 
"สวนดอกไม้"  เป็นเรื่องราวของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่มีอาชีพปลูกดอกไม้ขาย  ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี โดยมีชีวิตประจำวันผูกพันกับงานสวนดอกไม้นี้  แต่ผู้เป็นภรรยาไม่แข็งแรงประกอบกับแท้งลูก จิตใจไม่แข็งแรง นอนซมบนเตียง  ไม่สามารถไปทำงานได้ดังเดิม  จิตใจที่ดีงามโดนกัดกร่อน  จิตใจคับแคบ  และเมื่อสามีได้พาเพื่อนหญิงในสมัยเด็กมาช่วยดูแลสวน ผู้เป็นภรรยามีความรู้สึกหึงหวงสามีรวมไปถึงสวน  หน้าที่กิจการด้านสวนที่ตนเคยทำ  ไม่สามารถทำได้เช่นเดิม  เมื่อเห็นหญิงอื่นทำแทนตน  จึงเจ็บปวดและทุกข์ใจ  ต้องการขับไล่หล่อนออกไป
 
แต่ผู้เป็นภรรยาได้รับคำแนะนำ คำปลอบประโลมจากน้องสามีว่าไม่ควรจะยึดติด  โดยเมื่อถึงวาระสุดท้าย    หากสิ่งใดสละได้ก็ควรสละ  เพื่อให้ตนมีจิตใจที่มีความสุข  หรือเมื่อทราบว่าสามีและเพื่อนหญิงคนนั้นมีใจให้แก่กัน  ควรยินดีกับพวกเขา
 
 
 
ฉันอ่านมาถึงตรงนี้แทบจะไม่ต้องเดาตอนจบ
เลยอ่านไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าเกือบสุดท้ายนั่นแหละ 
เลย โ พ ล๊ ะ !!! 
อึ้ง  Laughing 
จบแบบนี้หรอ  แอบตกใจ ขนลุกด้วย
อ่านจบแล้วค.รู้สึกเหมือนอ่าน "ร้านชำสำหรับคนอยากตาย"
 
 
 
แต่ก็เกิดความสงสัยไม่ได้ว่า
ทำไมหน้า "คำปรารภ"  ผู้แปลได้แนะให้ผู้อ่านลองคิดการเปิดฉากของเรื่อง
จนเมื่อฉันอ่านจบแล้วนั่นแหละ  
เลยได้กลับมาอ่าน "คำปรารภ" ใหม่อีกครั้ง
ปรากฏว่าฉันอ่านผิด
ความจริงผู้แปลได้แนะว่า  "ผู้อ่านลองติดตามดูซิครับว่า  ท่านรพินทรนาถ  ฐากูรปิดฉากนวนิยายเรื่องนี้อย่างไร"
 
 
 
 
 
เอ่อะ,, และแล้ว ฉันก็เป็นผู้ต้องหา
 
หลังจากตลอดระยะเวลาประมาณ  ๔ เดือนของภาคเรียนที่ ๑  ที่มีลางสังหรณ์และคำเตือนทั้งจาก page ใน facebook และคำเตือนของเพื่อนว่าเดี๋ยวนี้มีตำรวจจราจรมาตรวจที่หน้าม.  
ไอ้เราก็ถึงแม้จะแอบเสียวอยู่วูบ ๆ ว่าอาจโดนเรียกได้  แต่ก็ผ่านมาได้ตลอดเทอม  เพราะทางเข้าม.มีอยู่ ๓ ทาง  คือทางประตูด้านหน้า ด้านหลัง  และประตูด้านข้าง ตำรวจจะดักประมาณฝั่งตรงข้ามเยื้องกับม. ด้านประตูด้านหน้า  ส่วนปกติฉันก็เข้าที่ประตูด้านข้างตลอด
 
แต่วันที่เกิดเหตุ  ปิดเทอม นักศึกษาส่วนใหญ่ก็กลับบ้านแล้ว  อากาศดีต่างหาก  ฉันนัดเพื่อนไปทานข้าวเช้าที่ร้านอาหารตรงข้ามหน้าม.
อะ,, ก็ขับรถมอไซชิว ๆ ไป
แต่ดันไปถึงหน้า lotus express  ดันเห็นตำรวจโบกมือเรียก  
 
เอื้อออออออออออก, ซวยแล้ววว!!!
 
อะจอด ๆ ๆ 
ก็จอดรถดีดี
แล้วเค้าก็ขอดูใบขับขี่
ตอนนั้น ก็ทำนิ่ง ๆ แต่ทำอะไรไม่ถูก ในใจนึกได้ว่าถ้าเขาขอเรียกดูใบขับขี่ ไม่ต้องให้
แต่ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงก็เลยให้ไป
แล้วเขาบอกว่าต้องจ่ายค่าปรับ ๒๐๐ บาท  แต่ฉันยังไม่มีเลยบอกว่าเดี๋ยวจะมาจ่ายได้ไหม
ตำรวจบอกว่าได้
 
อะนะ จากมาด้วยความรู้สึกว่าดวงซวยมากกก
ใช้มอไซค์มา ๔ เดือนไม่โดนเรียก มาโดนเรียกตอนปิดเทอมแล้ว
ไปเจอเพื่อนนั่งทานข้าวด้วยกัน ก็รู้สึกเซ็ง ว่าเสียตังค์ตั้ง ๒๐๐ บาท
แต่ถึงจะรู้สึกเซ็งยังไง ก็รับได้เพราะว่าตัวเองไม่ได้สวมหมวกกันน็อคจริง ๆ
 
พอทานข้าวเสร็จ เลยตกลงว่าจะไปจ่ายตัง จะได้จบเรื่องไป
แต่พอจะไปจ่ายค่าปรับ ตำรวจคนที่ยึดกลับไปสน.แล้ว ตำรวจที่อยู่โต๊ะเลยโทรเรียกให้
บอกว่า เร็ว ๆ พี่เค้ารออยู่ ((เอ่อ,, เรียกพี่เลยหรอคะลุง _()$)#*(#)($)#*)# ))
 
พอตำรวจคนนั้นกลับมา ฉันก็จะจ่ายค่าปรับ
แต่เรื่องมันไม่จบง่าย ๆ น่ะสิ
เพราะมีตำรวจนานนึงอธิบายการจ่ายค่าปรับแบบใหม่ โดยไม่ต้องหักคะแนนจากใบขับขี่
เอ่อ,, เริ่มรู้สึกทะแม่ง ๆ กลิ่นไม่ค่อยดีสะแล้ว
ตำรวจประมาณ ๓ คนนั่งโต๊ะ อีกประมาณ ๒ - ๓ คน ยืนรอบ ๆ
แล้วมีเสียงอธิบายให้ฟังเรื่องการจ่ายค่าปรับ
 
แบบที่ ๑ 
จ่าย ๒๐๐ บาท  ได้ใบสั่งไปจ่ายค่าปรับข้อหาไม่สวมหมวกกันน็อค ไปจ่ายที่โรงพัก  ใบขับขี่จะโดนหักแต้ม ((จำไม่ได้ว่า ๑๐ แต้มรึเปล่า ซึ่งแต่ละปีห้ามโดนหักเกิน ... แต้ม ถ้าหักเกินโดนยึดใบขับขี่ประมาณนี้))  รู้สึกว่าใบขับขี่จะใช้ไม่ได้ภายใน ๑๐ วันด้วย
 
แบบที่  ๒
จ่าย ๒๐๐ บาท ไม่ได้ใบสั่ง  แต่จ่ายแบบนี้ จบเรื่องได้ใบขับขี่คืนทันที
 
เอ่อ,, รู้เลยว่าโดนเข้ากับตัวแล้ว
แต่ก็ทำนิ่ง ๆ ว่าจะเลือกแบบแรก  ยอมไปจ่ายค่าปรับที่โรงพัก  แต่พอพูดไปบรรดาคุณตำรวจทั้งหลายก็ทำท่าไม่พอใจ บอกว่า เฮ้ยยย,, น้องไม่เข้าใจ แล้วก็อธิบายการจ่ายค่าปรับอีกรอบ ฉันก็ทำท่าหงุดหงิดด้วยแหละ  ก็บอกว่าจะจ่ายแบบแรก  แล้วคุณตำรวจเหมือนเห็นท่าทางฉันงง ๆ มั้ง ก็เลยอธิบายอีก ==''
 
แล้วมีตำรวจคนนึงพูดขึ้นว่า น้องเขาจะจ่ายแบบหักแต้ม งั้นเขียนใบสั่งเลย ฉันก็เงียบ แต่ตำรวจบางคนก็พยายามจะกล่อมฉันบอกว่า น้องไม่เข้าใจ  แต่ตำรวจคนที่บอกให้เขียนใบสั่งก็บอกว่า เขียนใบสั่งเลย ไปจ่ายค่าปรับที่โรงพัก ฉันก็ชักฉุนแหะ เหมือนฉันทำผิดงั้นแหละที่จะจ่ายแบบแรก
 
มีตำรวจคนนึงตัดบทไปว่าจะเขียนใบสั่งให้ไปจ่ายที่โรงพัก
โหย,, อารมณ์ตรงนั้นเดือดมาก จากอารมณ์เซ็ง ๆ แต่รับได้เพราะตัวเองทำผิดกฏหมายจริง
พอมาเจอตำรวจแบบนี้ กลับโกรธมาก แอบแช่งในใจ ตำรวจไทย ถึงแม้จะรู้ว่าตำรวจดีดีก็มี  แต่  ณ  ตรงนั้นตำรวจดีดีอยู่ไหนเนี่ย แถมตอนเดินออกมา เพื่อนของฉันได้ยินตำรวจคุยกันประมาณว่า เอาอีกสัก ๒ - ๓ คน
 
เจริญจริง ๆ -- 
**  เฮ้อ,, อัพบล็อกสะที หลังจากดองมานานแสนนาน ครั้งสุดท้ายคือ 31 มี.ค. 09
ปีกว่ากันเลยทีเดียว Foot in mouth
 
 
 
วันนี้ขอพูดถึงหนังสือดีกว่า
อ่านเพราะเห็นคนคนนึงอ่าน เลยอยากอ่านตาม  แล้วเจออะไรบางอย่างที่มันฉึก ฉึกในหัวใจ 555
 มาอัพบล็อกวันนี้ อารมณ์ประมาณว่าบันทึกไว้สักหน่อยดีกว่า เป็นความทรงจำของตัวเอง
 
 
 
 "ก่อนโลกจะขานรับ (The moon and Sixpence)"

ความเรืองโรจน์บนโศกนาฏกรรมของศิลปินผู้หยิ่งทะนง
วรรณกรรมร่วมสมัย - อังกฤษ
วิลเลียม ซอมเมอร์เซ็ท มอห์ม (William Somerset Maugham) 
เลิศ กำแหงฤทธิรงค์  
พิมพ์ครั้งแรก ::  กันยายน 2530
พิมพ์ครั้งที่สอง ::  พฤศจิกายน  2536
สำนักพิมพ์คำหอม
 
 
 
 
[[ credit :: welovebook.com ]]
 
 
 
 แต่เล่มที่อ่านคือ
v
v
v
v
 
 
 
ยืมมาจากหอสมุดค่ะ  อาจเพราะจากความเก่าของมันเลยต้องมาเย็บเล่มใหม่  สภาพปกคือปกนอกเป็นกระดาษสีเหลือง  ปกในเป็นกระดาษพิมพ์ภาพหน้าปกนอกค่ะ
 
แปลกดีเหมือนกัน ในหอสมุดมีอยู่ ๓ ฉบับ  สงสัยคงขายดี  คนยืมเยอะ   ((แหม,, แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้))
 
 
ขอท้าวความนิดนึง,,  
แต่ก่อนเนี่ยไม่เคยรู้จักหนังสือแนวนี้เลยค่ะ  อาจจะยังไม่ค่อยได้อ่านหนังสือให้หลายหลายมากขึ้นด้วยมั้ง  พอมาอยู่มหาลัยเลยได้เจออะไร อ่านอะไรมากขึ้น  
 
อะไรอะไรที่ว่าที่ทำให้รู้จักหนังสือวรรณกรรมประเภทนี้ คือ ผู้ชายค่ะ  Wink
ถ้าจะให้ดูดีขึ้นก็ ผู้ชายคนนึงค่ะ
((ดูดีขึ้นมั้ย ??  คิดว่าน่าจะนะ  Foot in mouth  ))
 
ขอเรียกเค้าว่าพี่แว่นก็แล้วกัน
พูดแล้วคิดถึงงงง
เขาเป็นผู้ชายคนนึงที่ประทับใจในตัวเค้ามวากกกก  
แลดูลึกลับ น่าค้นหา 
หลังจากคอยสังเกตมาปีเศษ ๆ เค้าก็ยังคงน่าค้นหาอยู่ 
((เพราะไม่กล้าจะเข้าไปคุยด้วย))
 
>//////////////////////////////////////////<
 
 ((คาดว่าจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับพี่แว่นมาอัพเป็นพรวนแน่ ๆ Embarassed ))
 
 
 
เอ่อ,, ถึงไหนแล้ว ??
 
กลับเข้าเรื่องเถอะ!
 
 
"ก่อนโลกจะขานรับ"  เป็นเรื่องราวของชาร์ลส์ สตริคแลนด์  ผู้ชายวัยกลางคนที่มีฐานะมั่นคง มีบ้าน มีภรรยาพร้อมลูกสองคน อาชีพการงานก็เป็นนักเล่นหุ้น  แต่แล้วจู่ ๆ เขากลับส่งจดหมายให้ภรรยาบอกว่าขอแยกทางกับเธอ  พร้อมกับลาออกจากงานและนำพาตัวเองไปยังฝรั่งเศส  สร้างความงุนงงกะทุกคนที่รู้เรื่อง
 
รู้มั้ยคะว่าเขาไปทำอะไร  ??
ภรรยาของเขาก็ไม่รู้ค่ะ  ได้แต่เดาว่าเขาคงหนีไปกับผู้หญิง
ภาระตกเป็นของตัวเอกของเรื่องที่ไปหาสตริคแลนด์และได้รับคำตอบว่า เขามาเขียนภาพ
ตอนแรกนั้นภรรยาก็ร้องไห้ฟูมฟาย เพราะกลัวจะลำบากไม่มีสามีคอยเลี้ยงดูแล ไหนจะยังมีลูกอีก 2 คน
แต่พอทราบว่าสตริคแลนด์นั้นไม่ได้หนีตามหญิง แต่ไปวาดรูปชีก็เริ่มชิงชัง
ไม่ยอมหย่าตามคำเสนอของสตริคแลนด์
 
 
จากบันทึกจากสำนักพิมพ์เขียนไว้ว่า  ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของพอล  โกแกง - จิตรกรเคราแดงผู้หยิ่งทะนงแห่งหมู่เกาะทะเลใต้  จิตรกรแห่งโพสต์-อิมเพรสชั่นนิสต์
 
 
แต่ว่าโดยส่วนตัวยังไม่เคยศึกษาชีวประวัติของโกแกงค่ะ เลยไม่ค่อยรู้รายละเอียดว่าเหมือนกันขนาดไหน
แต่เมื่อลองอ่านจนจบก็เห็นถึงการยืนหยัดของสตริคแลนด์บนกระแสแห่งความลำบาก  คือ  เขาไม่ได้วาดภาพตามนิยมในสมัยนั้น  แต่วาดตามใจตัว ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าภาพที่วาดนั้นขายไม่ได้  ต้องทำงานเพื่อที่จะได้เงินมาซื้อสี  หรืออย่างช่วงท้าย ๆ เขาย้ายไปอยู่ที่เกาะตาฮิติ  ต้องทำงานหาเงินมาซื้อสี  ลำบากมาก  
((อ่านไปก็นึกย้อนมาที่ตัวเองไม่ได้ว่า นี่เรามาเรียนทุกวันนี้ได้ใช้ความพยายามขนาดไหนกันนะ ??))
 
 
แล้วนิสัยของสตริตแลนด์เป็นคนแข็ง ไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ((ป่วยเจียนตายในห้องเช่า แต่ไม่ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนแถมยังแย่งเมียเพื่อน-ถ้าเขายอมรับเดิร์ค สโตรฟเป็นเพื่อนนะ))
เป็นคนเย็นชา  ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น ((ทิ้งลูกทิ้งเมีย ไม่แคร์ใคร  แกล้งด่าว่าสโตรฟ))
ไม่สนใจความรัก  มองผู้หญิงเป็นอะไรสักอย่างที่ขัดขวางความเจริญ
 
ซึ่งไอ้ข้อสุดท้ายนี่แหละที่มัน ฉึก ฉึกในหัวใจ
เพราะอย่างที่บอกว่าอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะเมงาเนะอ่าน ไอ้เราก็ไม่เคยคุยกับเมงาเนะจริง ๆ 
เขาบอกว่าเราสามารถดูนิสัยคนจากหนังสือที่อ่าน พออ่านจริง ๆ ก็แอบหลอนนิด ๆ 
ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ใจร้ายเกินไป
 
 
บทสนทนา ระหว่างสริคแลนด์และผม ((ผม = ? ลืมจ้ะ Foot in mouth ))
 
"แต่เธอรักคุณเต็มหัวใจเลยนะ?"
เขาผุดลุกขึ้นยืนและเดินกลับไปกลับมาในห้องแคบ ๆ นั้น
"ผมไม่ต้องการความรัก  ผมไม่มีเวลาสำหรับมัน  มันเป็นเรื่องของความอ่อนแอ  ผมเป็นผู้ชาย  และบางเวลาผมก็้ต้องการผู้หญิง  แต่เมื่อความหื่นกระหายหมดไป  ผมก็พร้อมสำหรับเรื่องอื่น  ๆ ผมไม่สามารถเอาชนะความใคร่ของผมได้  แต่ผมก็เกลียดมัน  มันกักขังวิญญาณของผม  ผมมองออกไปข้างหน้าถึงกาลเวลาที่ผมจะเป็นอิสระจากกามราคะทั้งหลาย  และสามารถที่จะทำให้ตนเองปราศจากข้อขัดขางในการทำงานของผม  เพราะว่าผู้หญิงทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรัก  พวกหล่อนให้ความสำคัญกับความรักอย่างน่าหัวเราะเยาะ  พวกหล่อนต้องการจะเกลี้ยกล่อมให้เราเห็นว่าความรักเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต  เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด  ผมรู้จักความใคร่  มันเป็นของธรรมดาและเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย  แต่ความรักเป็นเชื้อโรค  ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อความสนุกเพลิดเพลินของผมเท่านั้น  ผมทนไม่ได้ที่จะให้พวกหล่อนมาอ้างสิทธิ์เป็นคู่ร่วมทุกข์ร่วมยาก  หรือคู่คิดหรือเพื่อนร่วมชีวิต  อะไรพรรค์นั้น" 
น.240-1
 
 
ณ ตอนนั้นที่อ่าน ก็จึ้ก ๆ ๆ ๆ
มันแอบเจ็บในใจเพราะแอบโดนตัวเอง  เพราะกำลังอยู่ในภาวะผู้หญิงที่กำลังมีความรัก
แล้วมาอ่านแบบนี้ก็แอบอึ้ง
จะมีคนคิดแบบนี้จริง ๆ เหรอ  แล้วเมงาเนะคิดแบบนี้มั้ย
อ่านแล้วเจ็บจริง อะไรจริง โดยเฉพาะประโยค  พวกหล่อนต้องการจะเกลี้ยกล่อมให้เราเห็นว่าความรักเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต  เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด  
 
ไม่ได้พยายามเล๊ยยยย แต่มันเป็นความจริงไม่ใช่เหรอ อดประหลาดใจไม่ได้  เพราะส่วนตัวก็คิดว่าความรักเป็นสิ่งที่ดี พอมาฟังความคิดเห็นแบบตรง ๆ แบบนี้ก็อดอึ้งไม่ได้
 
 
คิดย้อนไปถึงเดิร์ค ที่พร้อมอุทิศตัวแก่บรานเช่ ภรรยาตัวเอง เขารัก เทิดทูน และพยายามทำให้เธอพอใจ รู้สึกผิดมากมายที่ทำให้เธอโกรธ  ถึงแม้ว่าต่อมาเขาจะรู้ว่าเธอเลือกที่จะอยู่ข้าง ๆ สตริคแลนด์ เขายอมเป็นฝ่ายไปพร้อมกับทิ้งบ้านไว้ให้เพื่อเห็นแก่เธอ   กลัวเธอลำบาก
 
แหม,, ยิ่งอ่านยิ่งแอบไม่ชอบนายสตริคแลนด์นี่ ที่ชอบทำร้ายจิตใจคนอื่น  แต่พอเขาได้ใช้ชีวิตร่วมกับอะต้า ภรรยาที่บนเกาะตาฮิติ เขาคงพอเข้าใจความรู้สึกดีดีที่คนอื่นมีให้เขาบ้าง
 
พออ่านถึงตอนจบ ฉากที่บรรยายว่าคุณหมอที่ไปหาอะต้าเพื่อดูอาการครั้งสุดท้ายของสตริคแลน์แล้วพบภาพวาดขนาดใหญ่บนฝาผนังบ้านของเขา  ฉันก็อดตื่นเต้นไม่ได้ภาพที่แสนงดงามถูกวาดโดยศิลปินใหญ่ระดับโลกที่ไม่ต้องใช้ในการมองเห็น
 
และเป็นไปตามคาดที่ศิลปินจะดังก็ต่อเมื่อตายไปแล้ว  และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ก็เป็นภรรยาที่อยู่อังกฤษของเขา มิสซิสสตริคแลนด์  อ่านแล้วนี่แบบ ดราม่า มากๆที่มาคอยรับผลประโยชน์แบบได้เปล่าเฉยๆแบบนี้ --''
 
 
 
 
อ่านจบแล้ววววว
ชอบนะ  เพราะปกติงไม่มีแรงฮึดให้อ่านหนังสือประเภทนี้  ขอบคุณพี่แว่น ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ทางอ้อม
ฉันได้อ่าน ฉันชอบ ถึงแม้ฉันจะจับประเด็นผิดพลาดไปบ้าง ฮ่า ๆ Cry
 
 
 
 
 
ปูลู,, เมื่อวาน 10.10.10
ฉันออกจากห้องตอน 4 ทุ่ม แถว ๆ หน้าม.
และได้เจอกับพี่แว่น แต่พี่แกคงไม่เห็นฉัน
555
ไม่นึกเลยว่าจะเจอ  โชคดีจัง XD
 



edit @ 11 Oct 2010 05:24:41 by Sะฆัง