หน้า 3 : วันที่พ่อกับแม่ไม่อยู่
posted on 31 Mar 2009 21:14 by soandsoเคยคิดนะ ว่าถ้าสักวันหนึ่งพ่อกับแม่ของตัวเองไม่อยู่
ตัวเองจะรับมือกับสถานการณ์นั้นยังไง
---
เมื่อคืนวันอาทิตย์ 1 ทุ่ม พ่อกับแม่นั่งรถยนต์ไปรับเพื่อนอีกอำเภอแล้วจะเดินทางไปที่กรุงเทพ เพราะจะไปงานศพเพื่อนเก่าของพ่อ เราเลยอยู่กับน้องสองคน จนกว่าพ่อกับแม่จะกลับมาถึงบ้านในตอนดึกของวันอังคาร
ด้วยความที่บ้านเปิดร้านขายของชำ และด้วยความที่เราเป็นพี่เลยต้องตื่นตั้งแต่เช้า ตี 5 ครึ่ง มาเปิดร้าน
วันจันทร์เราตื่นเพราะแม่โทรมาปลุก วันนั้นทั้งวันต้องมาสวมบทบาทเป็นแม่ ต้องขายของทั้งวัน จะล้างหน้าล้างตาทาครีมเหมือนทุกวันก็ไม่ได้ เพราะมีลูกค้ามารอ ก็เลยอยู่ห่างจากหน้าร้านได้ไม่นาน เลยเข้าใจความรู้สึกของแม่ที่ต้องอยู่หน้าบ้านขายของนี่เหนื่อยแค่ไหน ต้องยืนตลอด ปกติเราอยู่บ้านเราก็คอยช่วยแม่ อู้บ้างบางครา เพราะมีแม่..
แต่วันนั้นแม่ไม่อยู่ ต้องคอยถามลูกค้า ชวนลูดค้าคุย ต้องทำหน้าตาให้รับแขก ทั้งทั้งที่หน้าตานี่อยากนอนเหลือเกิน แม่เคยบอกว่าหน้าเราเหมือนจะกัดแขก -*-
พอตกเย็นเลยโทรหาแม่ใหม่
เรา "แม่ค๊า ถึงไหนแล้ว"
แม่ "กำลังขึ้นรถลูก เดี๋ยวตรงกลับบ้านเลย"
เรา "จะถึงกี่โมงอะแม่"
แม่ "ประมาณ ตี3 - 4 จ้า"
คุยกับแม่อีกนิดหน่อย แล้ววางสาย พอทุ่มครึ่งโทรหาใหม่ แม่บอกว่ายังอยู่แถวกรุงเทพอยู่เลย เราก็บ่นว่าเหนื่อย แม่บอกว่าให้ปิดบ้านนอนได้เลย แต่ตอนนั้น เพิ่งทุ่มครึ่ง ปกติก็ปิด 3 ทุ่ม ด้วยความที่คิดว่าเราทำงานมาเยอะแล้ว (ทั้งที่จริงไม่เลย) แต่เราก็ตัดสินใจปิดบ้านนอนเลย รู้สึกผิดนะ เพราะถ้าปิดบ้านเร็ว รายได้ที่ควรจะได้ก็ไม่ได้
เราเข้านอน
สะดุ้งตื่น ดูนาฬิกา ตื่นตอนตี 5 เศษนิดนึง รู้สึกแปลกใจ ไม่ได้ตื่นตี 5 มานานแล้ว นึกไดว่า ยังไม่เห็นร่องรอยพ่อกับแม่เลย ออกไปดูโรงจอดรถ รถก็ไม่อยู่ แม่บอกว่าจะมาถึงตอนเช้าดึก ๆ นี่ตี 5 แล้ว ไม่โทรมาอีก กำลังจะล้มตัวนอนต่อ แต่เปลี่ยนใจ มากดโทรหาแม่
...
แม่ไม่รับ เราเริ่มขมวดคิ้ว ติดแต่ไม่รับ โทรหาพ่อ ติดแต่ไม่รับ
พ่อขับรถ แม่นั่งด้วย ป่านนี้คงไปส่งเพื่อนอีกคนแล้ว แต่ไม่มีคนรับโทรศัพท์
ตอนนั้นเราเริ่มลุกขึ้นนั่ง เลยเดินไปห้องนอน ปลุกน้องมาถามว่า แม่โทรมามั้ย น้องว่าไม่ เลยทำใจเย็น ๆ เล่าให้น้องฟังว่าเราโทรหาพ่อกับแม่แต่ไม่มีใครรับ
เอาล่ะ ตอนนี้เราเริ่มคิดจริง ๆ แล้ว ไม่ขำเลยนะ ตอนนี้มันตี 5 จะครึ่งแล้ว พ่อกับแม่ไม่รับ เปิดสมุดโทรศัพท์หา 2-3รอบ จะหาเบอร์เพื่อนพ่อ ก็ไม่มี เริ่มรู้สึกว่านี่มันแย่สุด ๆ เลย ทำไมไม่มีคนรับ แล้วทำไมไม่มีคนโทรกลับ
พ่ออดนอนเป็นคืนที่สองแล้ว ต้องขับจากกรุงเทพมาอุบล แล้วพ่อที่ชอบขับรถเร็ว ไม่ยอมให้คนอื่นแซง กำลังขับรถกลับ แต่ไม่รับโทรศัพท์ ยอมรับว่าตอนนั้น คิดในแง่ร้าย
ถ้าพ่อกับแม่เกิดรถคว่ำล่ะ ... เราจะกลายเป็นลูกกำพร้า คิดถึงงานศพ คิดถึงการจัดการเอกสารต่าง ๆ แล้วเรื่องเรียนล่ะ เรายังเรียนไม่จบ จะหาเงินจากไหนมาเป็นทุน
แต่.. ก็พยายามคิดในแง่ดี อาจทำโทรศัพท์หาย หรือไม่ก็อาจจะใกล้ถึงบ้าน เลยไม่รับโทรศัพท์ แต่อีกใจแย้งว่า แต่นี่เราโทรกระหน่ำก็น่าจะรับสายบ้าง
โทรนานมาก บางทีอาจจะไม่นาน แต่นาทีนั้นรู้สึก...นานเป็นชั่วโมง แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่า โอเคแล้ว พ่อกับแม่ไม่ได้เป็นอะไร คิดไปเองมั้ง แต่รูสึกอย่างนั้นจริง ๆ
ตี 5 ครึ่ง ฟ้าเริ่มสว่าง โทรไปไม่กี่สายก็ไม่รับ จู่ ๆ สัญลักษณ์การรับสายก็ปรากฏบนจอโทรศัพท์ เรารีบเอามาคุย
เรา "แม่ .." พระเจ้า... เสียงเราสั่น ทั้ง ๆ ที่ตอนคุยกับน้องเสียงไม่สั่น น้ำตาที่ไม่ไหลก็ไหล
แม่ "จ้า " น้ำตาเริ่มไหล ไหลออกมาเหมื่อนเขื่อนทะลัก
เรา "แม่อยูไหน ทำไมไม่รับโทรศัพท์ ... รู้มั้ยเบลล์เป็นห่วง ...." แง แง เราพูดไปเหมือนไม่มีสติ รู้สึกตัวว่าพูดอะไร ตอนั้นคิดว่าที่น้ำตาไหลเพราะตัวเองพยายามบีบน้ำตารึเปล่า แต่ไม่ใช่ ตอนนั้นไหลออกมาจริง ๆ จนรู้สึกตัวเองว่า ตัวเองเคยพูดว่าเป็นห่วงแม่ครั้งแรก น้ำตาไหลออกมา พยายามกลั้นไว้ แต่มีเสียงออกมาจนได้
แม่ "อ๋อ.. แม่กับพ่อนอนบ้าน.....(เพื่อนพ่อ) แม่เอาโทรศัพท์ไว้ในรถ เหนื่อยมากเลย แม่กับพ่อเลยเข้าไปนอนในบ้าน นี่กำลังขึ้นรถจะกลับแล้ว" ตอนนั้นเราก็ร้องไห้ฮัก ฮัก ไป ไม่มีแรงบอกน้องด้วยซ้ำว่าโทรติดแล้ว แต่น้องคงได้ยินเพราะเลิกโทร กลับไปนอนต่อ (ไอ้นี่!) เราก็คิดไปด้วยว่าน้ำตาที่ไหลมันคืออะไร พยายามคิดว่าเพราะโล่งใจ โล่งอก ที่รู้ว่าพ่อกับแม่ปลอดภัย ไม่ได้เป็นอันตรายเหมือนที่เราคิด แต่ใจนึงก็รู้สึกเสียใจที่แม่ไม่ยอมโทรมาบอก น้ำตาที่ไหลออกมาทำให้ตัวเองรู้ว่า ตัวเองเป็นห่วงแม่แค่ไหน จากที่เคยคิดว่าจะรับมือกับเหตุการณ์ในบรรทัดแรกได้ด้วยความสงบนั้น ก็รู้เลยว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย