**  เฮ้อ,, อัพบล็อกสะที หลังจากดองมานานแสนนาน ครั้งสุดท้ายคือ 31 มี.ค. 09
ปีกว่ากันเลยทีเดียว Foot in mouth
 
 
 
วันนี้ขอพูดถึงหนังสือดีกว่า
อ่านเพราะเห็นคนคนนึงอ่าน เลยอยากอ่านตาม  แล้วเจออะไรบางอย่างที่มันฉึก ฉึกในหัวใจ 555
 มาอัพบล็อกวันนี้ อารมณ์ประมาณว่าบันทึกไว้สักหน่อยดีกว่า เป็นความทรงจำของตัวเอง
 
 
 
 "ก่อนโลกจะขานรับ (The moon and Sixpence)"

ความเรืองโรจน์บนโศกนาฏกรรมของศิลปินผู้หยิ่งทะนง
วรรณกรรมร่วมสมัย - อังกฤษ
วิลเลียม ซอมเมอร์เซ็ท มอห์ม (William Somerset Maugham) 
เลิศ กำแหงฤทธิรงค์  
พิมพ์ครั้งแรก ::  กันยายน 2530
พิมพ์ครั้งที่สอง ::  พฤศจิกายน  2536
สำนักพิมพ์คำหอม
 
 
 
 
[[ credit :: welovebook.com ]]
 
 
 
 แต่เล่มที่อ่านคือ
v
v
v
v
 
 
 
ยืมมาจากหอสมุดค่ะ  อาจเพราะจากความเก่าของมันเลยต้องมาเย็บเล่มใหม่  สภาพปกคือปกนอกเป็นกระดาษสีเหลือง  ปกในเป็นกระดาษพิมพ์ภาพหน้าปกนอกค่ะ
 
แปลกดีเหมือนกัน ในหอสมุดมีอยู่ ๓ ฉบับ  สงสัยคงขายดี  คนยืมเยอะ   ((แหม,, แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้))
 
 
ขอท้าวความนิดนึง,,  
แต่ก่อนเนี่ยไม่เคยรู้จักหนังสือแนวนี้เลยค่ะ  อาจจะยังไม่ค่อยได้อ่านหนังสือให้หลายหลายมากขึ้นด้วยมั้ง  พอมาอยู่มหาลัยเลยได้เจออะไร อ่านอะไรมากขึ้น  
 
อะไรอะไรที่ว่าที่ทำให้รู้จักหนังสือวรรณกรรมประเภทนี้ คือ ผู้ชายค่ะ  Wink
ถ้าจะให้ดูดีขึ้นก็ ผู้ชายคนนึงค่ะ
((ดูดีขึ้นมั้ย ??  คิดว่าน่าจะนะ  Foot in mouth  ))
 
ขอเรียกเค้าว่าพี่แว่นก็แล้วกัน
พูดแล้วคิดถึงงงง
เขาเป็นผู้ชายคนนึงที่ประทับใจในตัวเค้ามวากกกก  
แลดูลึกลับ น่าค้นหา 
หลังจากคอยสังเกตมาปีเศษ ๆ เค้าก็ยังคงน่าค้นหาอยู่ 
((เพราะไม่กล้าจะเข้าไปคุยด้วย))
 
>//////////////////////////////////////////<
 
 ((คาดว่าจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับพี่แว่นมาอัพเป็นพรวนแน่ ๆ Embarassed ))
 
 
 
เอ่อ,, ถึงไหนแล้ว ??
 
กลับเข้าเรื่องเถอะ!
 
 
"ก่อนโลกจะขานรับ"  เป็นเรื่องราวของชาร์ลส์ สตริคแลนด์  ผู้ชายวัยกลางคนที่มีฐานะมั่นคง มีบ้าน มีภรรยาพร้อมลูกสองคน อาชีพการงานก็เป็นนักเล่นหุ้น  แต่แล้วจู่ ๆ เขากลับส่งจดหมายให้ภรรยาบอกว่าขอแยกทางกับเธอ  พร้อมกับลาออกจากงานและนำพาตัวเองไปยังฝรั่งเศส  สร้างความงุนงงกะทุกคนที่รู้เรื่อง
 
รู้มั้ยคะว่าเขาไปทำอะไร  ??
ภรรยาของเขาก็ไม่รู้ค่ะ  ได้แต่เดาว่าเขาคงหนีไปกับผู้หญิง
ภาระตกเป็นของตัวเอกของเรื่องที่ไปหาสตริคแลนด์และได้รับคำตอบว่า เขามาเขียนภาพ
ตอนแรกนั้นภรรยาก็ร้องไห้ฟูมฟาย เพราะกลัวจะลำบากไม่มีสามีคอยเลี้ยงดูแล ไหนจะยังมีลูกอีก 2 คน
แต่พอทราบว่าสตริคแลนด์นั้นไม่ได้หนีตามหญิง แต่ไปวาดรูปชีก็เริ่มชิงชัง
ไม่ยอมหย่าตามคำเสนอของสตริคแลนด์
 
 
จากบันทึกจากสำนักพิมพ์เขียนไว้ว่า  ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของพอล  โกแกง - จิตรกรเคราแดงผู้หยิ่งทะนงแห่งหมู่เกาะทะเลใต้  จิตรกรแห่งโพสต์-อิมเพรสชั่นนิสต์
 
 
แต่ว่าโดยส่วนตัวยังไม่เคยศึกษาชีวประวัติของโกแกงค่ะ เลยไม่ค่อยรู้รายละเอียดว่าเหมือนกันขนาดไหน
แต่เมื่อลองอ่านจนจบก็เห็นถึงการยืนหยัดของสตริคแลนด์บนกระแสแห่งความลำบาก  คือ  เขาไม่ได้วาดภาพตามนิยมในสมัยนั้น  แต่วาดตามใจตัว ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าภาพที่วาดนั้นขายไม่ได้  ต้องทำงานเพื่อที่จะได้เงินมาซื้อสี  หรืออย่างช่วงท้าย ๆ เขาย้ายไปอยู่ที่เกาะตาฮิติ  ต้องทำงานหาเงินมาซื้อสี  ลำบากมาก  
((อ่านไปก็นึกย้อนมาที่ตัวเองไม่ได้ว่า นี่เรามาเรียนทุกวันนี้ได้ใช้ความพยายามขนาดไหนกันนะ ??))
 
 
แล้วนิสัยของสตริตแลนด์เป็นคนแข็ง ไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ((ป่วยเจียนตายในห้องเช่า แต่ไม่ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนแถมยังแย่งเมียเพื่อน-ถ้าเขายอมรับเดิร์ค สโตรฟเป็นเพื่อนนะ))
เป็นคนเย็นชา  ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น ((ทิ้งลูกทิ้งเมีย ไม่แคร์ใคร  แกล้งด่าว่าสโตรฟ))
ไม่สนใจความรัก  มองผู้หญิงเป็นอะไรสักอย่างที่ขัดขวางความเจริญ
 
ซึ่งไอ้ข้อสุดท้ายนี่แหละที่มัน ฉึก ฉึกในหัวใจ
เพราะอย่างที่บอกว่าอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะเมงาเนะอ่าน ไอ้เราก็ไม่เคยคุยกับเมงาเนะจริง ๆ 
เขาบอกว่าเราสามารถดูนิสัยคนจากหนังสือที่อ่าน พออ่านจริง ๆ ก็แอบหลอนนิด ๆ 
ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ใจร้ายเกินไป
 
 
บทสนทนา ระหว่างสริคแลนด์และผม ((ผม = ? ลืมจ้ะ Foot in mouth ))
 
"แต่เธอรักคุณเต็มหัวใจเลยนะ?"
เขาผุดลุกขึ้นยืนและเดินกลับไปกลับมาในห้องแคบ ๆ นั้น
"ผมไม่ต้องการความรัก  ผมไม่มีเวลาสำหรับมัน  มันเป็นเรื่องของความอ่อนแอ  ผมเป็นผู้ชาย  และบางเวลาผมก็้ต้องการผู้หญิง  แต่เมื่อความหื่นกระหายหมดไป  ผมก็พร้อมสำหรับเรื่องอื่น  ๆ ผมไม่สามารถเอาชนะความใคร่ของผมได้  แต่ผมก็เกลียดมัน  มันกักขังวิญญาณของผม  ผมมองออกไปข้างหน้าถึงกาลเวลาที่ผมจะเป็นอิสระจากกามราคะทั้งหลาย  และสามารถที่จะทำให้ตนเองปราศจากข้อขัดขางในการทำงานของผม  เพราะว่าผู้หญิงทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรัก  พวกหล่อนให้ความสำคัญกับความรักอย่างน่าหัวเราะเยาะ  พวกหล่อนต้องการจะเกลี้ยกล่อมให้เราเห็นว่าความรักเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต  เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด  ผมรู้จักความใคร่  มันเป็นของธรรมดาและเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย  แต่ความรักเป็นเชื้อโรค  ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อความสนุกเพลิดเพลินของผมเท่านั้น  ผมทนไม่ได้ที่จะให้พวกหล่อนมาอ้างสิทธิ์เป็นคู่ร่วมทุกข์ร่วมยาก  หรือคู่คิดหรือเพื่อนร่วมชีวิต  อะไรพรรค์นั้น" 
น.240-1
 
 
ณ ตอนนั้นที่อ่าน ก็จึ้ก ๆ ๆ ๆ
มันแอบเจ็บในใจเพราะแอบโดนตัวเอง  เพราะกำลังอยู่ในภาวะผู้หญิงที่กำลังมีความรัก
แล้วมาอ่านแบบนี้ก็แอบอึ้ง
จะมีคนคิดแบบนี้จริง ๆ เหรอ  แล้วเมงาเนะคิดแบบนี้มั้ย
อ่านแล้วเจ็บจริง อะไรจริง โดยเฉพาะประโยค  พวกหล่อนต้องการจะเกลี้ยกล่อมให้เราเห็นว่าความรักเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต  เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด  
 
ไม่ได้พยายามเล๊ยยยย แต่มันเป็นความจริงไม่ใช่เหรอ อดประหลาดใจไม่ได้  เพราะส่วนตัวก็คิดว่าความรักเป็นสิ่งที่ดี พอมาฟังความคิดเห็นแบบตรง ๆ แบบนี้ก็อดอึ้งไม่ได้
 
 
คิดย้อนไปถึงเดิร์ค ที่พร้อมอุทิศตัวแก่บรานเช่ ภรรยาตัวเอง เขารัก เทิดทูน และพยายามทำให้เธอพอใจ รู้สึกผิดมากมายที่ทำให้เธอโกรธ  ถึงแม้ว่าต่อมาเขาจะรู้ว่าเธอเลือกที่จะอยู่ข้าง ๆ สตริคแลนด์ เขายอมเป็นฝ่ายไปพร้อมกับทิ้งบ้านไว้ให้เพื่อเห็นแก่เธอ   กลัวเธอลำบาก
 
แหม,, ยิ่งอ่านยิ่งแอบไม่ชอบนายสตริคแลนด์นี่ ที่ชอบทำร้ายจิตใจคนอื่น  แต่พอเขาได้ใช้ชีวิตร่วมกับอะต้า ภรรยาที่บนเกาะตาฮิติ เขาคงพอเข้าใจความรู้สึกดีดีที่คนอื่นมีให้เขาบ้าง
 
พออ่านถึงตอนจบ ฉากที่บรรยายว่าคุณหมอที่ไปหาอะต้าเพื่อดูอาการครั้งสุดท้ายของสตริคแลน์แล้วพบภาพวาดขนาดใหญ่บนฝาผนังบ้านของเขา  ฉันก็อดตื่นเต้นไม่ได้ภาพที่แสนงดงามถูกวาดโดยศิลปินใหญ่ระดับโลกที่ไม่ต้องใช้ในการมองเห็น
 
และเป็นไปตามคาดที่ศิลปินจะดังก็ต่อเมื่อตายไปแล้ว  และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ก็เป็นภรรยาที่อยู่อังกฤษของเขา มิสซิสสตริคแลนด์  อ่านแล้วนี่แบบ ดราม่า มากๆที่มาคอยรับผลประโยชน์แบบได้เปล่าเฉยๆแบบนี้ --''
 
 
 
 
อ่านจบแล้ววววว
ชอบนะ  เพราะปกติงไม่มีแรงฮึดให้อ่านหนังสือประเภทนี้  ขอบคุณพี่แว่น ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ทางอ้อม
ฉันได้อ่าน ฉันชอบ ถึงแม้ฉันจะจับประเด็นผิดพลาดไปบ้าง ฮ่า ๆ Cry
 
 
 
 
 
ปูลู,, เมื่อวาน 10.10.10
ฉันออกจากห้องตอน 4 ทุ่ม แถว ๆ หน้าม.
และได้เจอกับพี่แว่น แต่พี่แกคงไม่เห็นฉัน
555
ไม่นึกเลยว่าจะเจอ  โชคดีจัง XD
 



edit @ 11 Oct 2010 05:24:41 by Sะฆัง

Comment

Comment:

Tweet

ผู้หญิงทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรัก?

อ่านแล้วฉึกจริงๆด้วย 555
เราว่าเราเป็นผู้หญิงประเภทที่ สริคแลนด์ กำลังด่าทอนี่แหละ

#7 By modzip on 2010-10-13 14:21

ตอบเบลล์
ที่อยู่ใต้ทะเลเพราะมันเป็นเรื่องที่เราเมคปนกันมั่วซั่วไงล่ะ
ถ้าขยันวาดเมื่อไหร่จะวาดออกมาลงบล็อกนะ confused smile

#6 By Takkaew on 2010-10-12 13:34

โอ.. มอเดียวกันจริงดิ
ผมอยู่คณะวิดยาครับ
ถ้าให้เดา น่าจะอยู่อักษรนะ 55 มั่วเอานะ

#5 By [Likasit] Lightsaber on 2010-10-11 20:19

หนังสือเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเลย เก่ามากกกopen-mounthed smile
สุดยอดติสเลย ทิ้งทุกสิ่งไปวาดรูป เป็นผมคงไม่กล้า

หอสมุดมอผมไม่รู้จะมีมั้ย ต้องลองหาดู
ว่าแต่อย่าบอกนะว่ามอเดียวกัน 555

#4 By [Likasit] Lightsaber on 2010-10-11 19:43

โอ้ววว เบลล์ทำบล็อกแล้วววววว

โฮ่ เรื่องเป็นแบบนี้นี่เอง..
ฟังแล้วอยากอ่านบ้าง..แต่เค้าคงหลับคาที่เลยอะ..
รอเบลล์เล่าให้ฟังพร้อมเมเม้นะconfused smile

ฮา เขาว่าหนังสือเขาอ่านบอกนิสัยได้จริง แต่ไม่ใช่ว่าทุกความคิดในเล่มเขาจะเป็นทั้งหมดซักหน่อยนี่=w=~

แล้วก็ ดีใจด้วยที่เจอพี่เมกาเนะนะจ๊ะdouble wink
เย้ๆๆ เบลล์ทำได้แล้วใช่ไหม
ต่อไปลองแก้ CSS แต่งบล็อกดูนะ

เบลล์ชอบอ่านหนังสือเข้าใจยาก ปรัชญาชีวิตอะ
เราอ่านเราคงปวดหัวตาย
แต่เรื่องนี้น่าอ่านมากๆ นะ แต่เราคงอ่านไม่รอดอยู่ดี
ฟังเบลล์เล่าละกัน ฮี่ๆ open-mounthed smile

อ่านแล้วก็หมั่นไส้สตริคแลนด์อะ สุดๆ ด้วย
เห็นด้วยนะว่าความรักไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แต่มันก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการหล่อเลี้ยงหัวใจ
ที่สตริคแลนด์พูดมันก็แรงไป เปรียบความรักเป็นเชื้อโรคเลยอะ sad smile

ดีใจด้วยที่ได้เจอ megane nii-san
ขอให้ได้เจอบ่อยๆ ทุกเวลาหลังอาหารย่อย

ป.ล. ขอป๊ากับแม่มาอยู่หอได้แล้วล่ะ เบลล์มาช่วยเราขนคอมหน่อยดิ sad smile
ป.ล.๒ แต่ยังไม่ชัวร์หรอกว่าจะอยู่ ขอคิดดูดีๆ อีกรอบนะ ฮ่าๆๆ

#2 By Takkaew on 2010-10-11 12:13

ดีจังได้รู้จักจ๋ะconfused smile confused smile

#1 By ปิยะ99 on 2010-10-11 11:02